ท่ามกลางจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลดวงดาว นับล้านโคจรอยู่ในวิถีของมันแต่มีเพียง ไม่กี่ดวงเท่านั้นที่ส่องแสงเจิดจรัดพอจะ กำหนดทิศทางหรือบอกเล่าเรื่องราวแห่งชะตา ของมวลมนุษย์โบราณจารย์กล่าวไว้ว่าชีวิต ของสามัญชนถูกลิขิตไว้ในผืนดินแต่ชีวิต ของผู้ยิ่งใหญ่ถูกจารึกไว้บนฟากฟ้าและบาง ทีอาจไม่มีที่ใดในโลกที่ความเชื่อนี้จะ อย่างรากลึกเท่ากับดินแดนสุวรรณภูมิที่ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์และดวงดาวแห่ง จักราศีผูกพันกันอย่างแนบแน่นเรื่องราว ที่เราจะเล่าขาในวันนี้คือตำนานที่ยังมี ลมหายใจของเจ้าหญิงพระองค์หนึ่งผู้ซึ่ง การประสูติของพระองค์ไม่ได้เป็นเพียงการ
ถือกำเนิดของสายเลือดแห่งราชันแต่ยังเป็น การปรากฏขึ้นของดวงดาวดวงใหม่ที่ถูกทำนาย ว่าจะนำมาซึ่งแสงสว่างในมงยามที่มืดมนที่ นี่คือเรื่องราวของสมเจ้าฟ้าสิริว นารีรัตน์ราชกัญญากับคำทำนายที่อาจเป็น กุญแจสำคัญสู่ความมั่นคงแห่งราชบัลลังก์ ไทย พุทธศักราช 2530 นักพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิตการประสูติของพระธิดาใน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามกุฎราชกุมารในขณะนั้นนำมาซึ่งความ ปีติยินดีแต่ในห้วงเวลาเดียวกันนั้นเอง กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงก็ได้เริ่มก่อ ตัวขึ้นอย่างเงียบงันเรื่องราวในช่วงต้น พระชนชีพของพระองค์เปรียบดั่งภาพเขียนที่
แต่งแต้มด้วยสีสันอันหลากหลายมีทั้งความ สดใสแห่งการเป็นราชนิกุลและมีความซับซ้อน ของโชคชะตาที่กำลังจะผลึกผันอย่างที่ไม่ มีใครคาดคิดเมื่อเมฆหมอกแห่งความเปลี่ยน แปลงได้เคลื่อนเข้าปกคลุมอย่างเต็มตัวนำ มาซึ่งการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ที่ทำ ให้เจ้าหญิงน้อยต้องทรงย้ายไปประทับยัง ต่างแดนพร้อมกับพระมารดาและพระเชษฐาท่าม กลางความเงียบและความห่วงใยของพสกนิกรชาว ไทยในช่วงเวลานั้นหลายคนอาจคิดว่านี่คือ บทอวสารของเรื่องราวแต่แท้จริงแล้วมัน เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่ที่ ยิ่งใหญ่กว่าเดิมเพราะในขณะที่สายลมแห่ง ความผันผวนกำลังผลัดโหมอย่างรุนแรงที่สุด
แสงแห่งความหวังก็ได้ปรากฏขึ้นจากที่ที่ ไม่มีใครคาดคิดเรื่องราวได้ถูกเกล้าขาสืบ ต่อกันมาว่าท่ามกลางวิกฤตการและความไม่ แน่นอนนั้นได้มีคำทำนายจากโหหลวงผู้หนึ่ง ซึ่งได้คำนวณดวงพระชะตาของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์น้อยและได้พบความจริงอันน่า อัศจรรย์คำทำนายนั้นระบุชัดเจนว่าดวงพระ ชะตาของเจ้าหญิงพระองค์นี้แข็งแกร่งอย่าง ยิ่งและที่สำคัญที่สุดคือพระองค์ทรงเป็น ผู้มีดวงค้ำชูราชวงศ์จักรีการดำรงอยู่ของ พระองค์ในแผ่นแผ่นดินไทยนั้นมีความสำคัญ อย่างยิ่งยวดต่อความมั่นคงและสวัสดิภาพ ของราชบัลลังก์คำทำนายนี้เปรียบดั่งเสียง กระซิบจากสรวงสวรรค์ที่ดังก้องไปถึง
เบื้องบนเป็นดั่งเข็มทิศที่ชี้ทางสว่าง ท่ามกลางพายุด้วยเหตุนี้การตัดสินใจครั้ง สำคัญจึงเกิดขึ้นเจ้าหญิงน้อยจะต้องเสด็จ ในวัดกลับสู่มาตุภูมิกลับสู่อ้อมอกแห่ง พระราชวงศ์จักรีเพื่อทรงเป็นดั่งสมอเรือ ที่คอยเหนี่ยวร้างให้เรือพระที่นั่งแห่ง ราชวงศ์ลำนี้ฝากคลื่นลมแห่งกาลเวลาต่อไป ได้อย่างองอาจและมั่นคงการกลับมาของพระ องค์จึงไม่ใช่เพียงการกลับบ้านของเด็ก หญิงคนหนึ่งแต่เป็นการเดินทางกลับมาเพื่อ แบกรับโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ที่ผูกพันกับ อนาคตของทั้งสถาบันนักปราชญ์เคยกล่าวไว้ ว่าโชคชะตามิได้อยู่ในดวงดาวแต่อยู่ในตัว ของเราเองแต่สำหรับเรื่องราวของเจ้าหญิง
สิริวรรณวรีนั้นดูเหมือนว่าโชคชะตาและตัว ตนของพระองค์จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน อย่างมิอาจแยกจักได้การเสด็จในวัดประเทศ ไทยถาวรจึงเป็นมากกว่าแค่การทำตามคำทำนาย แต่มันคือการเริ่มต้นของการพิสูจน์ให้ เห็นว่าแสงจากดวงดาวที่ถูกลิขิตไว้นั้นจะ ส่องสว่างเจิดจ้าเพียงใดเมื่อได้รับการ เจียรในด้วยพระวิริยอุตสาหะและความมุ่ง มั่นของพระองค์เองเส้นทางชีวิตนับจากนี้ ไปของพระองค์จึงกลายเป็นที่จับตามองของคน ทั้งชาติว่าเจ้าหญิงผู้มีดวงชะตาแห่งการ ค้ำชูพระองค์นี้จะทรงนำพาสถาบันไปในทิศ ทางใดและคำทำนายในวันนั้นจะกลายเป็นความ จริงที่ประจักษ์ชัดในวันนี้ได้อย่างไรนี่
คือปฐมบทของมหากราบที่โชคชะตาได้เริ่มต้น บรรเลงขึ้นแล้วการเดินทางกลับสู่แผ่นดิน แม่ของเจ้าหญิงพระองค์น้อยเปรียบได้กับ การหวนคืนของสายน้ำสู่มหาสมุทรที่ให้ กำเนิดแม้ภายนอกจะเป็นเพียงการเดินทาง ข้ามทวีปของเด็กหญิงพระองค์หนึ่งแต่ เบื้องหลังนั้นคือการเคลื่อนตัวของโชค ชะตาที่ยิ่งใหญ่ดินแดนสยามได้อ้าแขนต้อน รับการกลับมาของพระองค์อีกครั้งไม่ใช่ใน ฐานะของผู้อพยพแต่ในฐานะของราชธิดาผู้มี ดวงชะตาผูกพันกับอนาคตของชาติสู่พระ บรมมหาราชวังที่ซึ่งทุกย่างก้าวคือ ประวัติศาสตร์และทุกกำแพงคือประจักยาน แห่งกาลเวลาที่แห่งนี้เองที่บทเรียนแห่ง
ชีวิตบทใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นภายใต้ร่มพระ บารมีของสพระมิ่งขวัญผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นคือสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระ บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี้พันปีหลวงและพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศมหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราชบรมนาถบพิผู้ทรงเป็นดั่งพระอาทิตย์ และพระจันทร์ที่คอยโอบอุ้มและสาดส่องแสง นำทางให้แก่พระองค์ ชีวิตในพระบรมหาราชวังคือการหล่อหลอมจิต วิญญาณและพระอัจฉริยภาพอย่างแท้จริง สมเด็จย่าของพระองค์หรือสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ได้ทรงมอบความรักและความอบอุ่น อย่างมหาศาลทรงเป็นผู้ขัดเกล่าเจ้าหญิง น้อยให้เติบใหญ่ขึ้นอย่างสง่างามและ
สมบูรณ์พร้อมในทุกด้านทรงถ่ายทอดศิลปะ วิทยาการแขนงต่างๆตั้งแต่งานศิลปะหัถกรรม อันประณีตของไทยไปจนถึงสุนทิยศาสตร์แห่ง แฟชั่นและเครื่องแต่งกายซึ่งได้กลายเป็น รากฐานสำคัญของพระปรีชา ในเวลาต่อมาขณะเดียวกันนั้นเองพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ผู้ทรง เป็นทูลกระหม่อมปู่ก็ได้ทรงปลูกฝังความ วิริยอุตสาหะความอดทนและความรักในกีฬาให้ แก่พระราชนัดาภาพที่ผสมนิกรได้เห็นจน ชินตาคือภาพของเจ้าหญิงน้อยที่ทรงม้า เคียงข้างทูลกระหม่อมปู่ทรงเรียนรู้ที่จะ บังคับม้าตัวใหญ่ให้เชื่องดั่งใจซึ่งเป็น ภาพสะท้อนเชิงสัญลักษณ์ของการเรียนรู้ที่
จะควบคุมและนำพาชีวิตของพระองค์เองให้ ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและสง่างาม ปรัชญากรีโบราณกล่าวว่าจงรู้จักตนเองและ ดูเหมือนว่ากระบวนการนี้คือสิ่งที่พระ องค์ได้ทรงเรียนรู้และปฏิบัติมาโดยตลอด การเจริญพระชันษาในพระบรมมหาราชวังที่แวด ล้อมไปด้วยผู้ทรงคุณธรรมและประวัติศาสตร์ ที่จับต้องได้คือการเดินทางเพื่อค้นหาตัว ตนที่ลึกซึ้งที่สุดพระองค์ไม่ได้ทรงถูก เลี้ยงดูให้เป็นเพียงเจ้าหญิงในเทพนิยาย ที่รอคอยโชคชะตาแต่ทรงถูกบ่มเพาะให้เป็น นักสู้ผู้พร้อมที่จะสร้างโชคชะตาด้วยพระ องค์เองความเข้มแข็งที่ซ่อนอยู่ภายใต้พระ สิริโฉมอันงดงามนั้นคือผลลัพธ์ของการฝึก
ฝนทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างหนักหนวก ทุกอย่างพระเสโทที่หลั่งริมในสนามกีฬาทุก ชั่วโมงที่ทรงทุ่มเทให้กับงานศิลปะล้วน แล้วแต่เป็นการเจียรในเพชรเม็ดงามที่ชื่อ สิริววรรณวรีให้ค่อยๆเปล่งประกายเจิดจรัด ยิ่งขึ้นรอวันที่จะส่องสว่างไปทั่วทั้ง แผ่นดินหากปฐมบทคือการลิขิตของดวงดาวบท ที่ 2 นี้ก็เปรียบเสมือนการขางรับลิขิต นั้นด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นการเดินทางกลับ มาตามคำทำนายได้เสร็จสิ้นลงแล้วแต่การ เดินทางเพื่อสร้างตำนานบทใหม่เพิ่งจะ เริ่มต้นขึ้นเท่านั้นจากเจ้าหญิงน้อยผู้ คืนสู่มาตุภูมิบัดนี้พระองค์กำลังจะทรง เติบใหญ่เป็นพลังสำคัญแห่งยุคสมัยใหม่
เป็นดั่งสะพานที่เชื่อมโยงระหว่างราก เหง้าแห่งประเพณีอันรุ่มรวยกับยอดอ่อน แห่งความทันสมัยของโลกอนาคตเรื่องราวในบท ต่อไปจะแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงใช้พระ ปรีชาสามารถที่ได้รับการหล่อหลอมมานี้ เพื่อค้ำชูราชวงศ์ในมิติที่ลึกซึ้งและน่า ทึ่งกว่าที่ใครๆเคยคาดคิดไว้ได้อย่างไร เพราะบางครั้งการค้ำจุนที่แข็งแกร่งที่ สุดอาจไม่ได้มาในรูปแบบของอำนาจแต่มาใน รูปแบบของแรงบันดาลใจในหน้าประวัติศาสตร์ อันยาวนานของโลกมักมีบุคคลสำคัญที่ถือ กำเนิดขึ้นณจุดบรรจบของยุคสมัยเก่าและ ใหม่พวกเขามิใช่เพียงผู้สืบทอดมรดกแต่ยัง เป็นผู้สร้างสรรค์อนาคตเป็นดั่งสะพาน
เชื่อมระหว่างรากเหง้าที่ยังลึกกับกิ่ง ก้านที่แตกยอดไปสู่ท้องฟ้าสมเด็จพระเจ้า ลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวรรณวรีนารีรัตน์ ราชกัญยา ทรงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของบุคคลเช่น นั้นหากคำทำนายในอดีตคือการวางศิลาฤกษ์ พระปรีชาสามารถและความมุ่งมั่นของพระองค์ ในปัจจุบันก็คือการก่อร่างสร้าง สถาปัตยกรรมแห่งยุคสมัยให้เป็นที่ ประจักษ์พระองค์ไม่ได้ทรงค้ำชุนราชวงศ์ ด้วยการดำรงอยู่เฉยๆแต่ทรงขับเคลื่อนและ สร้างความหมายใหม่ให้แก่บทบาทของสถาบัน ผ่าน 2 วิถีทางที่ดูแตกต่างหากแต่กลับสอด ประสานกันได้อย่างลงตัวนั่นคือวิถีแห่ง นักรบในสนามกีฬาและวิถีแห่งศิลปินบนเวที
แฟชั่นระดับโลก บนหลังอาฉาพระองค์คือเจ้าฟ้านักรบภาพของ เจ้าหญิงไทยในชุดขี่ม้าสง่างามควบอาชาฝ่า เครื่องกีดขวางในสนามแข่งขันระดับนานา ชาติคือภาพจำที่ทรงพลังและสร้างแรงบันดาล ใจอย่างยิ่งกีฬาขี่ม้ามีใช่เพียงงานอดิเร คือการฝึกฝนความทรหดอดทนอย่างแสนสาหัสคือ การสร้างวินัยอันเข้มแข็งและคือการเรียน รู้ที่จะสื่อสารกับจิตวิญญาณของสัตว์ที่ ทรงพลังเพื่อหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวทุก เหรียญรางวัลที่ทรงได้มาไม่ว่าจะเป็นใน ระดับซีเกมหรือเอเชียนเกมล้วนแลกมาด้วย หยาดพระเสโทและความวีรีอุตสาหะที่ไม่ต่าง จากนักกีฬามืออาชีพคนอื่นคนอื่นสิ่งนี้
ได้ทลายภาพจำของเจ้าหญิงในแบบเดิมๆลง อย่างสิ้นเชิงพระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า สายเลือดแห่งราชันนั้นมาพร้อมกับจิต วิญญาณของนักสู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ในมิตินี้ การค้ำชูจึงหมายถึงการเป็นแบบอย่างของ ความมุ่งมั่นคือการพิสูจน์ให้เยาวชนและคน ไทยทั้งชาติได้เห็นว่าไม่ว่าจะมีชาติ กำเนิดเช่นไรความสำเร็จที่แท้จริงล้วน เกิดจากความพยายามของตนเอง ในอีกบทบาทหนึ่งภายใต้แสงไฟเจิดจ้าของ รันเวปารีสแฟชั่น Cor พระองค์คือเจ้าฟ้าดีไซเนอร์แบรนด์ S r n a v a r i ไม่ใช่เป็นเพียง ชื่อแต่คืออาณาจักรแห่งความคิดสร้างสรรค์ ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นด้วยพระองค์เองที่
ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของไทยถูกนำ มาตีความใหม่และถักทอเข้ากับศิลปะการออก แบบร่วมสมัยได้อย่างน่าอัศจรรย์ผ้าใหม่ ไทยลวดลายโบราณถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นชุด ราตรีที่ทันสมัยงานปักสลักดิ้นที่เคยเห็น ในโขนละครถูกนำมาประดับบนเสื้อผ้าที่คน ทั่วโลกปรารถนาจะสวมใส่พระองค์ทรงทำหน้า ที่เป็นดั่งทูตทางวัฒนธรรมนำพระจิตวิญญาณ ของความเป็นไทยก้าวไปสู่เวทีโลกทำให้ทั่ว โลกได้เห็นว่าเอกลักษณ์ไทยนั้นไม่ใช่สิ่ง ที่หยุดนิ่งอยู่ในพิพิธภัณฑ์แต่เป็นแรง บันดาลใจที่มีชีวิตและสามารถปรับตัวเข้า กับยุคสมัยได้อย่างสง่างามการค้ำจุนใน มิตินี้จึงเป็นการสร้างพลังละมุน
12:19หรือ soft power ที่ทรงคุณค่ามหาศาลคือ การทำให้สถาบันเป็นที่รักและชื่นชมผ่าน งานศิลปะที่จับต้องได้และเข้าถึงง่าย นักตราชคงจื้อเคยกล่าวไว้ว่าผู้ยิ่งใหญ่ ที่แท้จริงไม่ใช่ผู้ที่ไม่เคยล้มแต่คือ ผู้ที่ลุกขึ้นได้ทุกครั้งที่ล้มชีวิตและ ผลงานของเจ้าฟ้าสิริวรรณวรี คือบทพิสูจน์ของปรัชญานี้จากความผันผวนใน วัยเยาวสู่การลุกขึ้นยืนหยัดอย่างสง่างาม บนเวทีโลกพระองค์ทรงเป็นทั้งนักกีฬาและ ศิลปินทรงเป็นทั้งผู้สืบสาและผู้สร้าง สรรค์ความสำเร็จที่หลากหลายนี้มิใช่ เรื่องบังเอิญแต่เป็นผลลัพธ์ของการหลอม รวมพรสวรรค์เข้ากับความพากเพียรอย่างสมบู
แบบพระองค์กำลังทรงเขียนคำจำกัดความของคำ ว่าเจ้าหญิงขึ้นมาใหม่สำหรับศตวรรษที่ 21 ซึ่งไม่ใช่เพียงผู้สูงศักดิ์โดยกำเนิดแต่ คือผู้นำทางความคิดและเป็นสัญลักษณ์แห่ง ศักยภาพภาพอันไร้ขีดจำกัดของมนุษย์และนี่ คือวิธีการค้ำจุนสถาบันที่ทันสมัยและยั่ง ยืนที่สุดคือการทำให้สถาบันเป็นส่วนหนึ่ง ของลมหายใจแห่งยุคสมัย เมื่อเราเดินทางมาถึงบทสุดท้ายของเรื่อง ราวนี้คำถามสำคัญจึงย้อนกลับมาอีกครั้ง สิ่งที่เราได้เห็นทั้งหมดนี้คือโชคชะตา ที่ฟ้าดิ้นได้ลิขิตไว้ในคำทำนายหรือคือผล ลัพธ์จากพระวิริยะอุตสาหะของเจ้าหญิงพระ องค์หนึ่งที่ทรงเลือกจะกำหนดเส้นทางชีวิต
ด้วยพระองค์เองบางทีคำตอบที่แท้จริงอาจ ไม่ได้อยู่ที่การเลือกระหว่าง 2 สิ่งนี้ แต่อยู่ที่การยอมรับว่าทั้งสองสิ่งได้ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์ แล้วเปรียบดั่งผืนผ้าที่เส้นได้แนวตั้ง คือพรหมลิขิตและเส้นได้แนวนอนคือการกระทำ ซึ่งต้องถักท้อเข้าด้วยกันจึงจะเกิดเป็น ผืนผ้าแห่งชีวิตที่งดงามและมีความหมายการ ดำรงอยู่ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้า สิริวัณวลีนารีรัตน์ราชกัญยาคือจุดที่ฟ้า และดินได้บรรจบกันอย่างแท้จริง ในปัจจุบันบทบาทของพระองค์ได้ขยายขอบเขต ไปไกลเกินกว่าเพียงนักกีฬาหรือ ดีไซน์เนอร์พระองค์ทรงเป็นสัญลักษณ์ของ
การทูตเชิงวัฒนธรรมที่ทรงพลังทุกครั้งที่ เสด็จไปปฏิบัติพระกรณีต่างแดนฉลองพระองค์ ที่ทรงออกแบบเองซึ่งผสมผสานเอกลักษณ์ไทย ได้กลายเป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลกเป็นการ ประกาศให้โลกรู้ถึงความรุ่มรวยทาง วัฒนธรรมของสยามประเทศโดยไม่ต้องใช้คำพูด แม้แต่คำเดียวนอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็น ศูนย์รวมใจของคนรุ่นใหม่จำนวนมากผู้ซึ่ง มองเห็นในตัวพระองค์ไม่ใช่เพียงเจ้าหญิง ผู้สูงศักดิ์แต่เป็นไอดอลที่เป็นแบบอย่าง ของการทำงานหนักการไล่ตามความฝันและการ สร้างคุณค่าให้แก่ตนเองและสังคมการค้ำชู ราชวงศ์ในวันนี้จึงมิใช่เพียงการทำรง รักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม
แต่ยังรวมถึงการสร้างความผูกพันทางใจกับ ผู้คนในยุคปัจจุบันทำให้สถาบันยังคงเป็น ที่เคารพรักและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ได้อย่างยั่งยืนหากย้อนกลับไปมองคำทำนาย แต่โบราณที่ว่าดวงพระชะตาของพระองค์จะ ช่วยค้ำจุนราชวงศ์จักรีเราอาจตีความได้ใน วันนี้ว่าการค้ำจุนนั้นไม่ได้หมายถึงการ ป้องกันไผอันตรายในรูปแบบเดิมๆแต่หมายถึง การปรับตัวและวิวัฒนาการไปพร้อมกับโลกที่ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วพระองค์ทรงเป็น ดั่งภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดให้แก่สถาบัน ด้วยการสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยเข้าถึง ได้และเป็นที่ยอมรับในระดับสากลทรงเป็น ข้อพิสูจน์ที่มีชีวิตว่าสถาบันพระ
มหากษัตริย์ไทยสามารถที่จะคงอยู่คู่กับ ระบอบประชาธิปไตยและโลกยุคใหม่ได้อย่าง สง่างามและสมพระเกียรติ เพราะแก่นแท้ของการดำรงอยู่ไม่ใช่การหยุด นิ่งแต่คือการเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมี รากฐานที่มั่นคง ท้ายที่สุดแล้วเรื่องราวของเจ้าหญิง สิริวรรณวรีและคำทำนายก็ได้สอนปรัชญาอัน ลึกซึ้งแก่เราว่าโชคชะตาอาจเป็นผู้ชี้ทาง แต่ 2 มือและการตัดสินใจของเราต่างหากที่ เป็นผู้สร้างเส้นทางนั้นขึ้นมาคำทำนายใน วันนั้นอาจเป็นเพียงเสียงกระซิบจากดวงดาว แต่เสียงที่ดังกึกก้องอยู่ในวันนี้คือ เสียงแห่งความสำเร็จที่เกิดจากพระปรีชา สามารถและความมุ่งมั่นของพระองค์เองตำนาน
ของเจ้าหญิงผู้ค้ำชูราชวงศ์จักรีจึงไม่ ใช่ตำนานที่ถูกเขียนไว้ล่วงหน้าจนจบแต่ เป็นมหากราบที่ยังคงดำเนินต่อไปและทุก ย่างก้าวของพระองค์นับจากนี้ก็คือการ เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่สถาบัน พระมหากษัตริย์ไทยเพื่อให้สถาบันอันเป็น ที่รักยิ่งนี้ยังคงสถิตสถาภรณเป็นมิ่ง ขวัญของปวงชนชาวไทยตราบนานเท่านานดั่งดวง ดาวที่แม้จะโคจรผ่านกาลเวลาแต่ก็ยังคง ส่องสว่างนำทางอยู่บนฟากฟ้าเสมอไป
