วันเกิดเจ้าฟ้าทีปังกร…ภาพงดงาม แต่ความจริงถูกซ่อน

เมื่อเดือนกรกฎาคมเวียนมาบรรจบอีกครั้ง เสียงแตรพิธีที่ดังขึ้นในพระราชวังไม่ได้เพียงแค่บอกเวลา แต่ยังเตือนถึงความทรงจำที่ฝังแน่นในหัวใจของใครหลายคน วันคล้ายวันประสูติของเจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติในปีนี้ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายสง่างามและเงียบงันเงียบจนบางคนเริ่มตั้งคำถามกับความเงียบนั้นเองราชกิจจานุเบกษาได้กำหนดวันประสูติของพระองค์ไว้ชัดเจน แต่ในสายตาของประชาชนทั่วไปวันนั้นมีมากกว่าหมายเลขบนปฏิทินมันคือรอยต่อระหว่างความจริงความทรงจำและสิ่งที่ไม่สามารถกล่าวออกมาได้เพราะในท่ามกลางเสียงเฉลิมฉลองที่จัดขึ้นในวัง
มีบางเสียงที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามา เสียงจากประชาชนที่เคยเห็นภาพในอดีต ภาพของผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้เคยอยู่เคียงข้างพระโอรสในวัยเยาว์ ผู้เคยวางมือประคองพระหัตถ์เล็กเล็ก เดินข้ามสะพานไม้แห่งวัยเยาว์ด้วยกันแต่ในวันนี้ชื่อของเธอไม่มีแม้แต่จะเอ่ยผ่านลมเสียงใดเธอไม่ได้อยู่ในพิธี ไม่อยู่ในถ้อยแถลงแต่กลับอยู่ในใจของคนดูอยู่ในคำถามที่ยังไม่มีคำตอบบางคนพูดเบาเบาว่าเวลานั้นเหมือนจะหยุดไปพร้อมกับเธอเพราะแม้เวลาอาจรักษาบาดแผลแต่บางชื่อกลับถูกลบออกจากปฏิทินด้วยความเงียบ ต่อมาเสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นบนสื่อสังคมผู้คนตั้งคำถามว่าทำไมพิธีในปีนี้จึงสงบเกินไป
ทำไมภาพที่ปรากฏจึงถูกจัดอย่างรอบคอบเป็นพิเศษและที่สำคัญทำไมไม่มีแม้การกล่าวถึงผู้ให้กำเนิดคำถามเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการอยากรู้อยากเห็นอย่างผิวเผินแต่มาจากความห่วงใยความผูกพันและความทรงจำของประชาชนที่ยังไม่จาง แม้ราชสำนักจะเงียบแต่ประชาชนกลับพูดกันเบาเบาว่าผู้หญิงที่ไม่อยู่ตรงนั้นอาจยังอยู่ในหัวใจของคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าวันเกิดในราชวงศ์ ไม่ใช่แค่การบรรลุนิติภาวะหรือวันแห่งการเติบโตแต่มันคือเวทีของการจัดวางภาพลักษณ์ความหวังและอนาคตของสถาบันและบางครั้งเวทีนั้นก็เผยให้เห็นว่าอะไรไม่ได้ถูกวางไว้ต่อไปเราจะสำรวจคำกล่าวของทางการที่ถูกเผยแพร่
และสิ่งที่ไม่ได้ถูกพูดถึงอย่างตั้งใจ เมื่อถ้อยแถลงจากราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ทุกถ้อยคำล้วนได้รับการกลั่นกรองด้วยความระมัดระวัง เนื้อหากล่าวถึงพระปรีชาสามารถความเพียรพยายามและพระราชจริยวัตรที่สง่างามของเจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ เป็นคำกล่าวที่อบอุ่นและเป็นทางการ ดั่งแสงอาทิตย์ยามเช้าให้ความอบอุ่นแต่ไม่เผยให้เห็นทุกมุมของวันนั้น สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงสิ่งที่ถูกกล่าวแต่คือสิ่งที่ไม่ได้ถูกเอ่ยถึงเลย ไม่มีการกล่าวถึงบุคคลผู้ให้กำเนิด ไม่มีการกล่าวถึงภาพในอดีตที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของวันพิเศษนี้และไม่มีแม้แต่สัญลักษณ์ใดที่ทำให้ย้อนคิดถึงผู้หญิงคนนั้น
เป็นผู้ซึ่งในอดีตเคยอุ้มพระองค์ไว้ด้วยสองแขนที่อบอุ่นที่สุด บางคนอาจบอกว่าการละเว้นนี้เป็นเพียงแนวทางของสำนักราชเลขาธิการ แต่กับผู้ที่เฝ้าดูเรื่องราวเหล่านี้มานานมันคือความเงียบที่เปล่งเสียงดังที่สุดนักวิเคราะห์บางคนได้ตั้งข้อสังเกตถึงการจัดวางภาพลักษณ์ว่าแม้ไม่มีการกล่าวถึงใครอย่างตรงไปตรงมาแต่การไม่กล่าวเองก็อาจเป็นการสื่อสารอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่ในพิธี ไม่ใช่แค่ในคำพูด แม้แต่การจัดวางตำแหน่งที่นั่ง มุมกล้องจากสื่อทางการหรือแม้แต่บุคคลที่ปรากฏตัวในภาพถ่ายล้วนสะท้อนถึงกระบวนการวางกลยุทธ์เชิงสื่อสารอย่างลึกซึ้ง
แต่ประชาชนไม่ใช่เพียงผู้รับสารอีกต่อไป ในยุคที่ภาพหนึ่งภาพสามารถถูกแชร์ไปทั่วโลกภายในไม่กี่วินาที ความเงียบจึงไม่ได้ควบคุมความเข้าใจเสมอไป ตรงกันข้าม มันกลับกระตุ้นคำถามและการตีความใหม่ที่ไม่มีใครสามารถควบคุมได้ ในขณะที่เสียงปรบมือกล้องกังวานในพระราชพิธี อีกฟากหนึ่งของหน้าจอ มีเสียงที่เบากว่าแต่ยังลึกกว่า แม่ของเขาอยู่ที่ไหนในวันนี้ ไม่รู้ 4 ท่ามกลางการรายงานของสื่อกระแสหลักที่รักษาระยะห่างอย่างระมัดระวัง เสียงสะท้อนจากโลกออนไลน์กลับดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีทั้งคำถามคำกล่าวและเรื่องเล่าที่ไม่เคยปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์แต่วงเวียนอยู่ในใจของผู้คนจำนวนมากบางคนตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อยังทรงพระเยาว์เจ้าฟ้าทีปังกรไม่เคยห่างจากผู้เป็นมารดาเลยแม้แต่วันเดียว
ภาพถ่ายจากอดีตยังคงอยู่ในความทรงจำของคนไทยภาพของแม่ที่พาลูกเข้าวัดรับแขกบ้านแขกเมืองหรือนั่งเคียงข้างกันในวันสำคัญ เมื่อวันนี้วันนั้นเวียนกลับมาแต่คนข้างกายกลับไม่ใช่เธออีกต่อไปคำถามจึงเกิดขึ้นว่าสิ่งใดกันที่ทำให้ความสัมพันธ์สายเลือดต้องถูกเก็บไว้เบื้องหลังม่านเงียบงัน แน่นอนว่าไม่มีคำตอบอย่างเป็นทางการแต่สิ่งที่หลั่งไหลเข้ามาแทนคือเส้นเรื่องนอกทางที่ประชาชนร่วมกันสร้างขึ้นบางคนกล่าวว่า พระองค์แม่ของเจ้าฟ้าอาจไม่ปรากฏในพิธีแต่ยังปรากฏในหัวใจของพระองค์ บางคนเขียนไว้ในโซเชียลว่าเราต่างเติบโตมากับภาพของเธอจะให้ลืมเพียงเพราะไม่มีภาพในวันนี้คงทำไม่ได้อีกมุมหนึ่งมีคำเล่าจากผู้ที่เคยใกล้ชิดราชสำนักว่าในวันพระราชพิธีหนึ่งของอดีตเจ้าฟ้าทีปังกรทรงหันกลับมามองหาใครบางคน
และแม้จะไม่มีใครพูดอะไรแต่สายตานั้นก็เต็มไปด้วยคำถามแต่เรื่องเหล่านี้ไม่เคยได้รับการยืนยัน ไม่เคยถูกรายงานและไม่เคยได้รับคำอธิบายทว่ามันกลับฝังแน่นในสำนึกของผู้เฝ้ามองมาตลอดยี่สิบปีบางเรื่องราวจึงกลายเป็นความจริงส่วนบุคคลที่ไม่ได้ต้องการการรับรองจากราชสำนักแค่ต้องการไม่ให้ถูกลบออกจากความทรงจำของสังคม เพราะในทุกเรื่องเล่าอย่างเป็นทางการมักมีเส้นเรื่องนอกทางที่ล่องลอยเงียบงันแต่ทรงพลังเกินกว่าจะมองข้าม เมื่อคำพูดเงียบลงความรู้สึกจึงเริ่มส่งเสียงหลังวันพระราชพิธีเครือข่ายโซเชียลแทบทุกแพลตฟอร์มของไทยต่างเต็มไปด้วยคำถามบ้างก็พูดด้วยความเคารพ
บางบ้างก็วิจารณ์ด้วยความอัดอั้นและบ้างเพียงแค่เฝ้ามองด้วยสายตาที่ปะปนระหว่างความรักความสงสัยและความเสียใจประชาชนจำนวนไม่น้อยยอมรับว่าพวกเขาคาดหวัง ไม่ใช่การปรากฏตัวของใครแต่เป็นการยอมรับในอดีตที่เคยมีอยู่จริงไม่ใช่เพื่อฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่เพื่อยืนยันว่าสายใยแม่ลูกไม่ได้จางหายเพียงเพราะไม่มีในราชกิจจานุเบกษา ยิ่งเมื่อความเงียบของราชสำนักขยายตัว เสียงสะท้อนจากประชาชนก็ยิ่งดังขึ้น มีการเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต เมื่อสมาชิกพระราชวงศ์บางพระองค์ถูกถอดถอนแต่กลับได้รับความเห็นอกเห็นใจจากประชาชนอย่างล้นหลามภาพลักษณ์ที่ราชสำนักพยายามควบคุมกับภาพที่ผู้คนเลือกจะจดจำกลับไม่เหมือนกันเสมอไป
และนี่คือความท้าทายสำคัญของสถาบันเพราะในยุคดิจิทัลการควบคุมภาพลักษณ์ไม่ได้อยู่แค่ในมือของฝ่ายสื่อแต่กระจายไปสู่มือของประชาชนทุกคนที่มีสมาร์ทโฟน คำถามอย่างทำไมไม่มีรูปแม่ของเขาในงานเขายังคิดถึงเธอไหมเขารู้หรือไม่ว่าคนที่เคยอุ้มเขาไว้ถูกลบออกจากประวัติศาสตร์กลายเป็นเสียงสะท้อนที่สร้างแรงกระเพื่อมในความรู้สึกของสังคม ไม่ใช่เพราะประชาชนต้องการสร้างความแตกแยกแต่เพราะพวกเขารู้สึกว่าความรักของแม่ควรได้รับเกียรติไม่ใช่ความเงียบ ในบางมุมของพิธีที่ไม่มีใครจับภาพไว้อาจมีสายตาหนึ่งที่เงียบเหงาหรืออาจไม่มีเลยแต่ความรู้สึกที่แฝงอยู่ในวันนั้นกลับสะท้อนกล้องในใจของผู้ชมจำนวนมากและเมื่อความรู้สึกกลายเป็นพลังมันก็กลายเป็นคำถามที่ใหญ่เกินกว่าจะปล่อยผ่าน
สองเมื่อวันสำคัญผ่านพ้นไปสิ่งที่หลงเหลือไม่ใช่เพียงภาพถ่ายหรือคำกล่าวราดพิธีแต่คือความรู้สึกหลากหลายที่กลายเป็นมรดกแห่งการตีความในยุคสมัยที่ข้อมูลสามารถถูกสร้างได้ในพริบตาความจริงจึงไม่ใช่สิ่งแน่นอน หากแต่อยู่ในมือของผู้ที่เลือกจะเชื่อสำหรับบางคนวันเกิดของเจ้าฟ้าทีปังกรในปีนี้คือบทพิสูจน์แห่งความเจริญเติบโตแต่กับอีกหลายคน มันคือบทสะท้อนของการเติบโตท่ามกลางความเงียบเงียบจากผู้ให้กำเนิดเงียบจากคำอธิบายและเงียบจากความคาดหวังที่ไม่มีใครกล้ากล่าวคำถามจึงไม่ใช่แค่เกิดอะไรขึ้นแต่คือใครควบคุมเรื่องเล่าและประชาชนมีสิทธิ์ในการตีความอดีตหรือไม่
ประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกเขียนด้วยหมึกของผู้ชนะเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไปในโลกปัจจุบันประวัติศาสตร์ถูกสร้างด้วยการมีส่วนร่วมของทุกคนเรื่องราวของวันหนึ่งในเดือนกรกฎาคมอาจดูเล็กน้อยในสายตาบางคน แต่สำหรับผู้ที่เฝ้ามองมาเกินสองทศวรรษ มันคือบทสะท้อนแห่งหัวใจที่ยังไม่ถูกเยียวยา ไม่มี เพราะในทุกบทพิธี ย่อมมีบทเงียบที่ไม่ถูกรับรู้ ในทุกเสียงเฉลิมฉลอง ย่อมมีเสียงถอนหายใจที่ไม่มีใครได้ยิน และในทุกสายตาที่มองไปข้างหน้า ย่อมมีบางดวงตาที่หันกลับไปมองข้างหลัง สุดท้ายที่สุดแล้วมรดกของวันนั้นอาจไม่ใช่เพียงพิธีหรือคำถวายพระพรแต่คือคำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือการตีความที่ไม่มีใครสามารถควบคุมและคือความรู้สึกที่ไม่เคยหายไปแม้เวลาจะผ่านในความเงียบ
แต่บางครั้งสิ่งที่ไม่ได้กล่าวออกมากลับเป็นสิ่งที่ประชาชนจดจำมากที่สุดช่องแว้งกลูอันแชนเนลขอฝากคำถามไว้กับคุณผู้ชมว่าเบื้องหลังของความจริงที่เรารับรู้ยังมีอีกกี่ความเงียบที่เราไม่กล้าแม้แต่จะมองเข้าไป

About ทีมข่าว Siam News

View all posts by ทีมข่าว Siam News →

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *