ศรีรัศมิ์ สุวะดี กับเส้นทางชีวิตที่เปลี่ยนแปลง จากบทบาทในอดีตสู่เรื่องราวที่หลายคนยังคงติดตาม

สูงสุดคืนสู่สามัญดูจะเป็นวลีที่เหมาะสม ที่สุดหากจะเอ่ยถึงท่านผู้หญิงศรีรัตน์ สุวดีซึ่งถือเป็นบุคคลที่ตกเป็นข่าวที่ ได้รับความสนใจมากที่สุดในรอบปี 2557 เนื่องจากอดีตคือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัตน์พระวรชายาในสมเด็จพระ บรมโอรสาธิราชสยามกุราชกุมารแต่ปัจจุบัน คือสามัญชนคนเดินดินหลังจากกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเพื่อขอลาออกจากฐานดรสักดิ์ แห่งพระ ราชวงศ์ท่านผู้หญิงศรีรัตสุวดีมีชื่อเล่น ว่าอีดเกิดเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พุทศักราช 2514 เป็นบุตรคนที่ 3 จากทั้งหมด 5 คน ของอภิรุจสุดีและวันทนีโดยมีนามสกุลเดิม
คือเกิดอำแพงพื้นเพเดิมเป็นชาวจังหวัด สมุทรสงครามท่านผู้หญิงศรีรัตน์มีพี่สาว และพี่ชายคือสุดาทิพม่วงนวลณรงค์ สวดีส่วนน้องสาวและน้องชายคือปนิดาสวดี และณัฐพลสุวดีอดีตราชองครักษ์ เวรท่านผู้หญิงศรีรัตน์เข้ารับการศึกษา ระดับประถมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนวัด สุนทรสถิตสามัคคคี วิทยาคมในอำเภอบ้านแผ้วระดับประถมศึกษา ตอนปลายจากโรงเรียนเทศบาลบ้านมหาชัยอำเภอ เมืองจังหวัด สมุทรสาครและเข้าศึกษาต่อในระดับ มัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัดน้อยในเขต ตลิ่งชันกรุงเทพมหานคร ภายหลังสำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพจากโรงเรียนกรุงเทพการบัญชี
วิทยาลัยก่อนจะเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชคณะ วิทยาการจัดการสาขาวิชาการจัดการทั่วไป เมื่อปีพุทธศักราช 2540 ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระ บาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะดำรง พระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระ บรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามกุฎราชกุมารเมื่อวันที่ 23 มกราคม พุธศักราช 2545 และสำเร็จการศึกษาปริญญาโทหลักสูตร ปริญญาวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิตข้ากรรมศาสตร์ ภาคพิเศษสาขาวิชาการพัฒนาการครอบครัวและ เด็กคณะเกษตรมหวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย คะแนนเฉลี่ย 3.94 ท่านผู้หญิงศรีรัตน์เริ่มเข้าถวาย
การรับใช้ในพระองค์พระบาทสมเด็จพระ วชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งยังทรง เป็นสมเด็จพระ บรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารตั้งแต่ปี พุทศักราช 2536 โดยรับผิดชอบหน้าที่การงานในฐานะ ข้าราชการพลเรือนในพระองค์นอกจากนี้ยัง ได้ถวายงานสมเด็จพระนาเจ้าสิริกิติ์พระ บรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวงใน ด้าน ศิลปาชีพพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้า อยู่หัวและท่านผู้หญิงศรีรัตน์ได้ทรงจด ทะเบียนสมรสตามกฎหมายต่อมาเข้ารับพระ ราชทานน้ำพระมหาสังข์จากพระบาทสมเด็จพระ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าสถาปนาขึ้นเป็น หม่อมศรีรัตน์มหิดลอยุธยาเมื่อวันที่ 10
กุมภาพันธ์พุทศักราช 2544 บิดาและมารดาของพระองค์รวมทั้ง สมาชิกในครอบครัวได้รับพระราชทานนามสกุล จากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าอัครพงศ์ ปรีชาเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2545 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สื่อมวลชนเข้า เฝ้าและพระราชทานสัมภาษณ์เกี่ยวกับหม่อม ศรีรัตน์อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกใน วันพระราชทานปริญญาบัตรแด่หม่อมศรีรัตน์ ว่าเป็นคนเรียบร้อยสงบเสงี่ยมอยากให้เขา วงตัวเป็นที่รักของคนเป็นคนมีเมตตาอ่อน โยนเรียนรู้งานดีจะทำประโยชน์ให้กับ ประเทศชาติได้มากตอนนี้เราอายุ 50 ปีแล้ว
คิดว่าควรจะเริ่มทำงานปฏิบัติหน้าที่ให้ สมบูรณ์โดยเฉพาะเรื่องครอบครัวอยากให้ เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์น่ารักและถูกต้อง ในสายตาประชา ชนไม่ใช่การมาหาเสียงหรือทำให้ปอปปูล่า แต่อยากให้ชาชนได้สบายใจตอนนี้อยู่เป็น ครอบครัวมีกันอยู่ 4 คนมีเราหม่อมพระองค ภาและท่าน หญิงอยู่กับหม่อมมาตั้งแต่ปี 2536 อยู่มานานรู้จักกันมา 9-10 ปีแล้ว ดูใจกันมานานแล้วโดยปีที่แล้วจดทะเบียน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานน้ำ สังข เราอยากจะสร้างครอบครัวขึ้นมาให้ดีหม่อม มีหน้าที่ดูแลเรื่องต่างๆภายในบ้านดูแล ข้า ราชบริพารรวมทั้งถวายงานสมเด็จเราใช้
ชีวิตกันแบบสบายๆไม่มีอะไรถ้าบ้านเสร็จก็ อยู่ไปต่อไปอาจจะมีข่าวดีก็ ได้ซึ่งถ้าโชคดีก็จะมีข่าว ดีที่ไปงานโครงการหลวงที่เชียงใหม่เป็น การใบ้ให้รู้ว่าได้แต่งงานกับหม่อม ศรีรัตน์ก็มีติดตามบ้างตามงานใหญ่ๆหม่อม เป็นคนธรรมดาๆดอยากให้เขาใช้ความสามารถ ดำเนินชีวิตของเขาเองเพราะผู้ที่จะมาเป็น คู่ชีวิตต้องเป็นคนที่ใช้ได้เป็นคนที่มี เมตตาต่อคนเข้ากับคนได้รู้จักชีวิตคน ธรรมดาหม่อมเป็นคนมีความเมตตามีความอ่อน โยนเป็นมิตรเข้ากับทุกคนและเข้ากับพระ องค์ได้หม่อมมาจากครอบครัวของคนธรรมดาๆ ไม่ได้มีอะไรพิเศษความเป็นคนธรรมดาๆดนี่ ก็ดีเพราะเขาเคยใช้ชีวิตมาพ่อแม่เขาก็ไม่
ร่ำรวยอะไรปัจจุบันนี้ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร เขาไม่ชินกับพิธีรีตรองหรือระบบไฮโซทั้ง หลายเขามีความสงบเสงี่ยมเจ็มตัวมีความอด ทนไม่เคยให้ร้ายใครใช้ชีวิตเรียบง่ายสบาย บที่สำคัญมีความอบอุ่นในครอบครัวทำให้ บ้านเป็นบ้านและหน้าตาก็สวยดีด้วยภายหลัง พิธีพระราชทานปริญญาบัตรไม่นานนักสมเด็จ พระ บรมโอรสาธิราชพระราชทานสัมภาษณ์อีกครั้ง ที่วังสุโขทัยว่าดวงของเราถ้าทำอะไรเป็น เรื่องเป็นราวมากเกินไปจะพังวันที่จด ทะเบียนเราแก้เคล็ดด้วยการใส่เสื้อยืด กางเกงวอมรองเท้าแตะอยู่ที่ประทับชั่ว คราว นนทบุรีให้ราชเลขาถวายหนังสือตามปกตินั่ง อยู่ห้องนั่งเล่นถึงเวลาก็ให้นายอำเภอ
เข้ามาเขาก็แต่งตัวธรรมดาบอกให้หม่อมแต่ง ตัวโทรมๆแล้วเอากระดาษมาเซ็นพอดีท่านหญิง เข้ามาก็แสดงความยิน ดีแล้วก็ไปออกกำลังกาย ธรรมดาวันพระราชทานน้ำสังขท่านก็ดูฤกษ์ ให้เองแต่งตัวสากลเข้าไปไม่บอกใครด้วยซ้ำ องครักษนึกว่าเราจะไปบินพระราชทานน้ำสัง เสร็จก็ไม่มีแขกพระราชทานเสร็จก็ตามเสด็จ เราทำให้เป็นเรื่อง บังเอิญเพราะตั้งใจเต็มที่แล้วจะเสียถ้า ตั้งใจทำอะไรมากเกินไปไม่ดีแต่ทั้งนี้ก็ อยู่ที่การวางตัว ด้วยเราอายุ 50 ปีแล้วไม่อยากเริ่มต้น ชีวิตใหม่อยากได้ครอบครัวที่ดีที่คนพอใจ เป็นประโยชน์คบได้ไม่ใช่เป็นการเอาอะไรมา ใส่ประชาชนแต่ขอให้ประชาชนยอมรับว่าคนนี้
ใช้ได้ถ้าเป็นหม่อมในพระบรมทุกคนก็ต้อง กราบไหว้มันก็พัง 10 ปีก็โอเคพิสูจน์กันพอสมควรแล้วชีวิต เราเข้ามาในวังแรกแรกก็ไม่ได้สบายนักหรอก เหมือนการปลูกต้นไม้มันต้องค่อยๆโตเราอาจ จะมีข่าวดีไม่ปลายปีนี้ก็ต้นปีหน้าปู่ย่า ถามว่าเมื่อไหร่จะมีหลานผู้ชายตอนนี้ก็ พยายามอยู่กำลังทำกิ๊บอยู่ก็พยายามอยาก ให้ได้ลูกผู้ชาย แต่แล้วข่าวดีที่พระองค์คิดก็ผิดคาดไป เกือบ 2 ปีเพราะหม่อมศรีรัตน์มีครรภจริงๆ ก็ประมาณเดือนสิงหาคม 2547 แต่กว่าจะทราบว่ามีครันก็ปลายปี 2547 แล้วทั้งนี้สำนักพระราชวังได้ออก แถลงการณ์แจ้งข่าวดีนี้ให้ประชาชนทราบ
เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์พ.ศ 2548 โดยคาดว่าหม่อมศรีรัตน์จะมีประสูติกาล ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2548 หลังจากทราบว่ามีคครหม่อมศรีรัตน์ พยายามดูแลตัวเองอย่างดีทั้งในเรื่องของ อาหารและการออกกำลังกายคุณพิจิตรา บุญยรัตพันธ์เจ้าของห้องเสื้อพิจิตตรา ซึ่งทำงานรับใช้หม่อมศรีรัตน์เกี่ยวกับ ผ้าไหมในโครงการศิลปาชีพของสมเด็จพระนาค เจ้าพระ บรมราชินีนาถแสดงความชื่นชมว่าหม่อม ศรีรัตน์ดูแลตัวเองดีมากอย่างเรื่องอาหาร ก็จะรับประทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่รับ ประทานอาหารชีวจิตด้วยแต่ก็ทานเนื้อสัตว์ บ้างเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงโดยอาหารที่
รับประทานส่วนใหญ่มาจากแปรงผักปอดซานพิษ ซึ่งอยู่ภายในวังสุโขทัย ส่วนเรื่องออกกำลังกายนั้นแรกๆหม่อม ศรีรัตน์ยังคงว่ายน้ำแต่พออากาศเริ่มหนาว ก็ว่ายไม่ไหวจึงใช้วิธีออกกำลังกายด้วย การฝึกโยคะโดยหวังว่าจะช่วยทำให้คลอดง่าย และนับว่าหม่อมโชคดีที่แม้จะมีคันแต่ก็ ไม่มีอาการแพ้ท้องอ่อนเพลียหรือปวดหลัง เหมือนคนท้องทั่วๆไปซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะ เป็นเพราะได้ออกกำลังกายด้วยการทำโยคะทุก วันก็เป็นได้หม่อมศรีรัตน์ได้ให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวถึงทารกในครรภ์เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2548 ระหว่างงานพระราชทานเลี้ยงเนื่องใน วันคล้ายวันประสูติของหม่อมเจ้าพีเดช
รัชนีประธานมูลนิธิโครงการ หลวงโดยมีสมเด็จพระ บรมโอรสาธิราชทรงคอยดูแลอย่างใกล้ชิดว่า ลูกดิ้นเก่งเวลาพลิกตัวแต่ละทีจะรู้สึก ได้เลยว่าท้องเคลื่อนไหวก็จะเอามือลูบ ท้องทุกครั้งรู้สึกมีความสุขและลูกก็ชอบ ฟังเพลงโดยหม่อมศรีรัตน์จะชอบร้องเพลง เวลาเล่นกับฟูฟูและลูกๆสุนัขทรงเลี้ยงของ สมเด็จพระ บรมโอรสาธิราชโดยเฉพาะเพลงเด็กดอยใจ ดีเมื่อเพลงถูกร้องโดยผู้ที่กำลังมีความ สุขอย่างหม่อมศรีรัตน์แน่นอนทารกในครรภ์ ย่อมมีความสุขตามไปด้วยและความสุขยิ่งทวี ขึ้นเมื่อหม่อมศรีรัตน์และสมเด็จพระ บรมโอรสาธิราชทรงทราบว่าทารกในครภ์เป็น ผู้ชายจากการให้แพทย์ทำ
อัลตร้าซาวนอกจากนี้ยังเห็นด้วยว่าทารก จมูกโด่งเบ้าตาโตกระดูกนิ้วยาวมือไม้ยาว และแขนขาเรียวคล้ายหม่อมหม่อมศรีรัตน์ก็ เหมือนกับแม่ทั่วไปที่อยากเตรียมของใช้ ไว้ให้ลูกแต่ในที่สุดก็ไม่เตรียมเพราะ เห็นว่าโบราณถือขณะที่สมเด็จพระ บรมโอรสสาธิราชทรงมีพระราชประสงค์ให้ เตรียมและทรงปลื้มพระโอรสมากทั้งที่ยัง อยู่ในครรภสังเกตได้จากพระองค์จะทอดพระ เนตรห้องเด็กที่เตรียมไว้ทุกวันมีคุณหมอ มาดูเอาพรหมในห้องออกหมดแล้วนำพลาสติกมา ปูแล้วปูทับด้วยผ้าหม่อมศรีรัตน์กล่าวว่า จริงๆแล้วอยากได้บ้านที่เป็นไม้ซึ่งมีที่ พุทธมณฑลแต่กำลังสร้างอยู่เมื่อแล้วเสร็จ
คงไปพักได้ช่วงวันหยุดสุด สัปดาห์สำหรับวันที่จะมีพระประสูติกาลพระ โอรสนั้นเมื่อทราบก่อนหน้านี้ว่าจะประมาณ กลางเดือน พฤษภาคมหลายฝ่ายได้ได้แนะให้หม่อม ศรีรัตน์เลือกมีพระประสูติกาลในวันที่ 5 พฤษภาคมเพราะเป็นวันดีตรงกับวัน ฉัตรมงคลแต่หม่อมกลับรู้สึกว่าอยากปล่อย ให้เป็นไปตามธรรมชาติมากกว่าพระโอรสจะมี พระประสูติกาลวันไหนก็วัน นั้นและแล้ววันเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง เมื่อสำนักพระราชวังออกแถลงการในวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมาว่าหม่อมศรีรัตน์เริ่ม เจ็บครันแต่การประสูติไม่ ปกติคณะแพทย์จึงเห็นพ้องว่าหม่อมศรีรัตน์ ควรได้รับการผ่าตัดเพื่อมีพระประสูติกาล
พระโอรสซึ่งในที่สุดทุกอย่างก็เรียบร้อย ด้วยดีพระโอรสได้มีพระประสูติกาลเมื่อ เวลา 18:35 นของวันที่ 29 เมษายนพุทธศักราช 2548 โดยมีน้ำหนัก 2680 กรัมและความยาวพระองค์ 47 ซมทั้ง นี้พระโอรสทรงมีพระเนตโตและพระนาสิดกส่วน พระพลานามัยของพระโอรสและหม่อมศรีรัตน์ ต่างสมบูรณ์แข็งแรง ดีพระบาทสมเด็จพระ ปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระ ราชหัตถเลขา ขนามพระนามว่าพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้า ทีปังกร รัศมีโชติเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พุทศักราช 2548 และพระราชทานเสมาอักษรพระปรมาภิไธย
พปรทอง คำส่วนพระนามของพระเจ้าหลานเธอพระองค์ เจ้าทีปังกรรัศมีโชตินั้นพระบาทสมเด็จพระ ปรมตมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระ มหากรุณาธิคุณอธิบายพระนามของพระเจ้าหลาน เธอพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติว่าผู้ทำ พระทีปคือปัญญาให้สว่างกระจ่างแจ้งหรือ ผู้ทำเกราะคือที่พึ่งให้รุ่งโรจโชตช่วง ภายในปีนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมน มหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโด เกล้าสถาปนาหม่อมศรีรัตน์มหิดลอยุธยาขึ้น ดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอพระ องค์เจ้าศรีรัตน์พระวรชายาในสมเด็จพระ บรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารเป็นเจ้านายแห่งราชวงศ์ ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนพุทศักราช
248 พระกรณียกิจส่วนใหญ่ของพระองค์เจ้า เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นพระวรชายา ในสมเด็จพระ บรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารนั้นจะเน้น ในด้านครอบครัวและเด็กเป็นหลักโดยโครงการ แรกคือโครงการสายยรักจากแม่สู่ลูกต่อมา เปลี่ยนชื่อเป็นโครงการสายยรักแห่ง ครอบครัวในพระ ราชูปถัมภ์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามกุฎราชกุมาร ที่รณรงคการเลี้งดูลูกด้วยน้ำนมแม่โครง การดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างความ เข้มแข็งใน ครอบครัวเพิ่มประสิทธิภาพของสถาบัน ครอบครัวและลดปัญหาสังคมทางหนึต่อมาได้มี ดำริในการเปิดศูนย์ 3 วัยอสาสายยรักแห่ง ครอบครัวอันจะเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา
คุณภาพชีวิตเป็นวงจรทุกช่วงวย วัยเด็กวัยทำงานและวัยชราให้มีความ สัมพันธ์กลม เกลียวมีพระดำริจัดตั้งศูนย์สรีทวีรักอัน มีความหมายว่าศูนย์แห่งการแบ่งปันและ เพิ่มพูนความรักมีหลักการเดียวกับสถาบัน รับเลี้ยงเด็กแต่เปลี่ยนมาเป็นบริการแก่ ผู้สูงอายุแทนโดยให้ลูกหลานนำผู้สูงอายุ มาฝากไว้ในเวลากลางวันเพื่อไปประกอบอาชีพ ณที่นั่นผู้สูงอายุก็จะพบปะกับสหายวัย เดียวกันบริการผู้สูงวัยอายุระหว่าง 68 -80 ปีให้ได้รับการพักผ่อนอย่างมีความสุขใน บ้านปลาย ชีวิตมีการสร้างสุโขโยคะซึ่งเป็นโครงการ เสริมสร้างสุขภาพณพื้นที่ควบคุมในพระองค์
904 ของสมเด็จพระ บรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารเมื่อปี พุทธศักราช 2554 เพื่อให้มีข้าราชบริพารและประชาชน ทั่วไปได้เข้ามาใช้ ประโยชน์มีระบบการออกกำลังกายแบบไจโร ทานิคโดยกล่าวไว้ว่าไปเล่นที่เมืองนอกมา เห็นว่าอะไรดีก็นำเข้ามาให้ประชาชนได้ เล่น กันที่สุดสุโขโยคะได้ปิดตัวลงในวันที่ 13 ธันวาคมพุทศ 2557 นอกจากนี้มีการจัดตั้งกองทุนทีปกร นภัทรบุตรที่นำเงินไปสนับสนุนโครงการที่ ช่วยเหลือทารกซึ่งถือเป็นโครงการที่ผลัก ดันให้มีการจัดทำนโยบายสาธารณสุขระดับ ประเทศแก่ทารกวัยตั้งแต่ 0-5 ปีรวมไปถึง การช่วยเหลือทารกที่คลอดก่อนกำหนดและการร
รงคและป้องกันการท้องก่อนวัยอันควรช่วง ปลายปี 2557 มีข่าวการจับกุมตัวพลตำรวจ โทพงศ์พัฒน์ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการปฏิบัติราชการศูนย์ ปฏิบัติการตำรวจซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของ พระองค์เจ้า ศรีรัตน์พร้อมนายตำรวจระดับสูงและพลเรือน จำนวนมากกว่า 30 รายในข้อหาหมิ่นพระ บรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และเป็นเจ้าพนักงานจูงใจให้ผู้อื่น มอบผลประโยชน์มาตรา 148 และเรียกรับผลประโยชน์มาตรา 149 และ มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้า ที่โดยมิชอบนับเป็นข่าวใหญ่ที่โด่งดังที่ สุดในประเทศไทยและนำไปสู่การขยายผลจับกุม ผู้กระทำความผิดในคดี 112 เพิ่มเติมทั้ง
ตำรวจและพลเรือนรวมถึงผู้มีนามสกุล อัครพงศ์ปรีชาที่เป็นนามสกุลพระราชทาน จำนวน 6 คนประกอบด้วยนายอภิรุจนางวันทนี นางสุดาทิพย์นายณรงค์นายณัฐพลและนาย สิทธิศักดิ์ซึ่งทั้งหมดต่างเป็นคนใน ครอบครัวของพระองค์เจ้า ศรีรัตน์เว็บไซต์หนังสือพิมพ์คมชัดลึกแจก แจงว่านายอภิรุจและนางวันทนีเป็นบิดาและ มารดาของพระองค์เจ้าศรีรัตน์อีก 3 คนถัด มาเป็นพี่น้องส่วนคนสุดท้ายเป็นหลานใน ระหว่างการสืบสวนนั้นได้มีเอกสารหน่วย ราชการในพระองค์สมเด็จพระ บรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 เรื่องยกเลิกชื่อสกุลพระราชทานอัครพงศ์
ปรีชาถึงปลักระทรวงมหาไทยมีเนื้อความดัง นี้ด้วยกองกิจการในพระองค์สมเด็จพระ บรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมาร ขอยกเลิกชื่อสกุลพระราชทานอัครพงศ์ ปรีชาโดยให้ผู้ที่ใช้ชื่อสกุลพระราชทาน นี้ในปัจจุบันกลับไปใช้ชื่อสกุลเดิมจึง เรียนมาเพื่อโปรดทราบและดำเนินการต่อ ไปวันที่ 12 ธันวาคมปีเดียวกันได้มี ประกาศลาออกจากฐานนันดรของพระเจ้าวรวงศ์ เธอพระองค์เจ้าศรีรัตน์พระวรชายาในสมเด็จ พระ บรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมาร โดยมีข้อความในประกาศดัง นี้พระบาทสมเด็จพระปรมิน มหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตราธิเบศ รามาธิบดีจักรีนฤบดินสยามินธิราช บรมนาถบพิตรมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า
โปรดกระหม่อมให้ประกาศว่าพระเจ้าวรวงศ์ เธอพระองค์เจ้าศรีรัตน์พระวรชายาในสมเด็จ พระ บรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้า มหาวชิราลงกรณ์สยามกุฎราชกุมาร ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระ บรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้า มหาวชิราลงกรณ์สยามกุฏราชกุมารเป็นลายลัก อักษรว่าขอพระราชทานกราบบกคมทูลลาออกจาก ทายนันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ความทราบฝ่า ละอองธุลีพระบาทแล้วพระราชทานพระ บรมราชานุญาตและสมเด็จพระ บรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้า มหาวชิราลงกรณ์สยามกุฎราชกุมาร ขอพระราชทานเงินจำนวน 200 ล้านบาทถ้วน เพื่อพระราชทานให้ในการดำรงชีพและดูแล ครอบครัวต่อไปนั้นอนุญาต และยังขอความร่วมมือสื่อมวลชนงดเผยแพร่
เอกสารที่ไม่เหมาะสมในสื่อทุก ชนิดวันที่ 13 ธันวาคมสังคมออนไลน์ทรงภาพ พระองค์เจ้าศรีรัตน์ทรงทำบัตรประชาชนใหม่ ต่อๆกันพระองค์เจ้าศรีรัตน์ทรงใช้คำนำ หน้านามว่านางสาวและพระองค์ได้ทรงย้ายออก จากวัง สุโขทัยเสด็จไปประทับอยู่ที่พระตำนักใน อำเภอวัดเพลงจังหวัด ราชบุรีอย่างไรก็ตามพระองค์จะมีคำนำหน้า นามว่าท่านผู้ หญิงเนื่องจากพระองค์ได้ทรงรับพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ จุลจอมเกล้าชั้นประถมจุลจอมเกล้าฝ่ายใน ทั้งนี้มติชนออนไลน์ได้ให้ข้อมูลว่าพระ องค์ได้ทรงลาออกจากการเป็นข้าราชการทหาร วันที่ 17 วคพระองค์ได้ทรงเขียนจดหมายขอบคุณสื่อมวล
ชนที่ติดตามโดยในเนื้อหาในจดหมายระบุ ว่าเราขอขอบพระคุณผู้สื่อข่าวทุกท่านที่ ให้ความเป็นห่วงเป็นใยคอยติดตามมาเสมอเรา ขอความกรุณาผู้สื่อข่าวทุกท่านด้วยช่วง นี้เราขออยู่ปฏิบัติธรรมเงียบเงียในบ้าน หลังนี้พร้อมครอบครัวด้วยความสงบค่ะลง ชื่อ ศรีรัตน์ 17 ธันวาคม 57 ล่าสุดเมื่อไม่นานนี้ในโลกออนไลน์ได้ มีการเผยภาพในชีวิตสามัญชนของท่านผู้หญิง ศรีรัตน์ออกมาให้เห็นซึ่งท่านยังคงมี บุคลิกภาพรูปร่างหน้าตาที่งดงามดังเดิม ไม่เปลี่ยน แปลง

About ทีมข่าว Siam News

View all posts by ทีมข่าว Siam News →

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *